ฝน (rain) เป็นรูปแบบหนึ่งของการตกลงมาจากฟ้าของน้ำ นอกจากฝนแล้วยังมีการตกลงมาในรูป หิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ลูกเห็บ น้ำค้าง. ฝนนั้นอยู่ในรูปหยดน้ำซึ่งตกลงมายังพื้นผิวโลกจากเมฆ. ฝนบางส่วนนั้นระเหยกลายเป็นไอก่อนตกลงมาถึงผิวโลก ฝนชนิดนี้เรียกว่า "virga"
ฝนที่ตกลงมานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของวัฏจักรของอุทกวิทยา ซึ่งน้ำจากผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกลงมาเป็นฝน ไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง ไปสู่ทะเล มหาสมุทร และวนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด
(วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
วันนี้ฝนตก ไม่หนัก แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
การตกลงมาอย่างเรื่อยๆ แบบนี้ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกรำคาญใจไม่น้อย เพราะเมื่อไหร่ที่กรุงเทพฯ ฝนตก วลีที่จะตามมาต่อท้าย คือ รถติด น้ำท่วม นี่ยังไม่นับรวมจิปาถะอีกมาก รถยนต์ขับเร็ว วิ่งชิดฟุตบาท น้ำกระเซ็นใส่คนยืนรอรถเมล์ ร้านรวงข้างทางเก็บของกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ไม่มีอะไรจะกิน เสื้อผ้าที่ตากไว้เปียกชื้น บางทีอาจได้กลิ่นอับแถมมาต้องลงมือซักใหม่ และฝนที่เปียกปอนศรีษะก็อาจจะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้
แต่ที่ชวนให้หงุดหงิดกว่าเรื่องไหน เห็นจะเป็นเรื่องน้ำท่วม
อันที่จริงแล้ว คำว่าน้ำท่วมอาจจะเกินความจริงไปหน่อย หากเรียกให้ถูกน่าจะบอกว่า น้ำระบายไม่ทันมากกว่า จึงมีหลายพื้นที่ระหว่างเส้นทางเดินเข้าหอพักของผม นองไปด้วยน้ำที่ระดับเลยตาตุ่ม และผมจะใส่รองเท้าผ้าใบไปทำงาน สวมถุงเท้า ครั้นมาถึงก็ต้องถอดเดินลุยเท้าเปล่ากลับ ลำพังเดินเปลือยเท้าไม่เท่าไหร่ แต่กลิ่นที่ตามมานี่สิ ร้องยี้ยังบรรยายได้ไม่เท่าครึ่งของกลิ่นที่ได้เลย
ทันทีที่ถึงห้อง ผมรีบอาบน้ำล้างตัว (และเปิดเบียร์) ความสะอาดชะล้างความเน่าเหม็น ความเย็นย่ำทำให้ใจหายรน สติกลับคืนมาทำให้ผมได้นึกถึงการเดินทางกลับมาหออีกครั้ง ความลำบากที่อาจเป็นเพียงแค่ความรำคาญนั้น คงยังไม่เท่ากับเรื่องฝนที่ตกในที่อื่นๆ สักเท่าไหร่
..........
ปลายฝน 2549 ท่าวังผา น่าน ฝนตกติดต่อกันไม่หยุด มีประกาศเตือนภัยจากวิทยุท้องถิ่นทุกเช้าเย็น ให้ชาวบ้านเก็บของไว้ที่สูง ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามความไม่ประมาท ขนของไว้ที่สูง เพราะบริเวณนั้นเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย หากมีฝนตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ระดับน้ำแม่น้ำน่านจะขึ้นสูงและมีสิทธิไหลบ่าเข้าท่วม
แม้จะปฏิบัติตามคำเตือน แต่ภัยจากธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อยู่ดีๆ ในดึกสงัดวันหนึ่ง ระดับน้ำขึ้นสูงกว่าปกติ จนล้นตลิ่งที่มีความสูง 3 เมตร สายน้ำไหลเข้าท่วม อ.ท่าวังผาในพริบตา บ้านเรือนหลายหลังจมมิดอยู่ในทะเลสาบโคลนที่พัดพาตะกอนหน้าดินและซากกิ่งไม้จากป่าต้นน้ำมา ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่พื้นสูงขึ้นมาในระดับ 4 เมตร จมหมายอยู่ภายใต้โคลนสีส้ม โชคดีที่บ้านสองชั้นพอมีที่พักพิง ส่วนบ้านชั้นเดียวนั้นต้องนั่งตากฝนบนหลังคา และภาพนั้นก็ถูกฉายซ้ำอยู่ 2 วัน
พี่สมบัติ แก้วทิตย์ นักอนุรักษ์ และนักดนตรีที่ผมรู้จักเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังในวันน้ำลดว่า น้ำมาเร็วมาก ไม่ทันได้ตั้งตัว รู้สึกตัวกลางดึกรอบเตียงก็มีน้ำสีโคลนอยู่เต็มไปหมด รีบจูงมือลูกเมียและแม่หนีไปชั้นสอง หวังว่าพรุ่งนี้น้ำจะลด แต่ที่ไหนได้น้ำยังคงไหลต่อเนื่องมาในระดับเดิม – 2 วันนั้นเขาและครอบครัว รวมทั้งคนอื่นๆ ในท่าวังผา ไม่มีอะไรมาประทังหิวแม้แต่น้ำ จนวันที่ 3 การช่วยเหลืออย่างตามมีตามเกิดและทุลักทุเลจึงได้เริ่มขึ้น
มาถึงตรงนี้ ขออนุญาตแนะนำสมบัติ แก้วทิตย์ กันสักหน่อย
พี่สมบัติ แก้วทิตย์ เกิดและเติบโตที่ อ.ท่าวังผา (บ้านดอนตัน) พร้อมกับน้องชายอีก 2 คน ชื่อสมศักดิ์ และสมคิดตามลำดับ ในวัยหนุ่ม สมบัติและน้องอีก 2 คน ร่วมกันตั้งวงดนตรีเฮฟวี่เมทัลขึ้นมา โดยใช้ชื่อวงว่าดอนผีบิน มีสมบัติเป็นหัวหน้าวงในตำเหน่งกีตาร์ เขียนเนื้อร้อง และแต่งทำนองเพลง สมศักดิ์ กลอง และ สมคิด เบส ร้องนำ ปัจจุบันมีผลงานออกมาแล้ว 6 อัลบั้ม และกำลังทำอัลบั้มชุดที่ 7 อยู่ในขณะนี้

ในวัยหนุ่ม
จากซ้าย สมบัติ สมคิด และสมศักดิ์
3 พี่น้องตระกูลแก้วทิตย์เมื่อครั้งออกผลงานอัลบั้มแรก ปี 2533
ใช้ชื่ออัลบั้มว่า โลกมืด (ที่มาและแรงบันดาลใจตลอดกาลของ blog นี้)
ในขณะที่ออกอัลบั้ม แต่ละคนก็แยกย้ายทำงานเลี้ยงชีพของตัวเองไปด้วย เพราะดนตรีเฮฟวี่ในสมัยนั้น ไม่สามารถหาเลี้ยงปากท้องได้ สมบัติ หลังจากเรียนจบเขาเลือกที่จะเป็นครูดอย ไปสอนหนังสือยังโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ และก็เริ่มงานอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กัน
พี่สมบัติให้เหตุผลว่าที่หันเหชีวิตมาทำงานอย่างนี้เพราะว่า เขามีความผูกพันกับธรรมชาติ และเห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมบ้านเกิดมาโดยตลอด ทุกวันนี้มันไม่เหมือนก่อน เขาจึงจำเป็นต้องหาทางนำมันกลับมา
กิจกรรมเด่นของเขา คือ การปลูกจิตสำนึกให้แก่เด็ก เพราะเชื่อว่าพลังของเด็กที่จะเติบโตไปจะสามารถช่วยโลกได้ ส่วนผู้ใหญ่ในตอนนี้นั้นเกินเยียวยาเสียแล้วที่จะเปลี่ยนความคิด สมบัติจึงได้ตั้งศูนย์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลกในชื่อภูสันตะวันลับฟ้าขึ้นมา
อาจดูคล้ายเป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรนี้ก็มีเขาทำงานเพียงคนเดียว โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
....
มาถึงวันนี้ แม้จะผ่านไปกว่า 3 ปีแล้ว แต่เหตุการณ์น้ำท่วมในวันนั้นชาวท่าวังผายังจำไม่ลืมเลือน สายฝนหยุดโปรยปรายไปนาน แต่น้ำฝนยังไหลย้อยจากดวงตาลงสู่แก้มเสมอ
คนแก่บอกว่า ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่น้ำท่วมใหญ่ก็ราวปี 2490 โน่นเลย (แต่ก็ยังไม่หนักเท่าครั้งนี้)
มีเสียงบ่นตามมาว่า “เพราะเขาหวังเงินที่คนใส่สูทเอามาล่อยังไง ถึงได้เป็นอย่างนี้ ดูสิ สิ่งที่พัดมากับน้ำที่แต่เศษไม้ แล้วน้ำพัดมาจากทางไหน มาจากทางที่เคยมีป่าทั้งนั้น ป่าหมดแล้ว ไม่มีอะไรมารับน้ำเลย” ใครคนหนึ่งเอ่ย ผมกับพี่สมบัติฟังนิ่ง
ความจริงในวันนั้น อ.ท่าวังผา สองรายทางเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพด บนดอยไร่กาแฟปลูก พี่สมบัติเล่าว่า เมื่อก่อนมีแต่ป่ารก ดอยลูกเตี้ยๆ ก็หนาวแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ร้อน เพราะไม่มีต้นไม้มีแต่ไร่กาแฟ เขาคิดผิดที่ตัดต้นไม้ปลูกกาแฟ เพราะไม่มีต้นไม้อากาศก็ร้อน กาแฟก็อยู่ไม่ได้... และไม่รู้ต่อจากน้ำท่วมจะเกิดอะไรตามมาอีก
นั่นสิ จะเกิดอะไรตามมาอีก ผมพยายามคิดตาม แต่ก็รีบข่มความคิดนั้นไว้ก่อน เพราะกลัวภาพที่เห็นจะเลวร้ายเกินไป
.......
มีรายการทีวีรายการหนึ่งสัมภาษณ์พี่สมบัติว่า พี่รู้สึกยังไงบ้างที่เราทำงานอนุรักษ์ป่ามา แต่กลับถูกธรรมชาติทำร้าย พี่สมบัติตอบว่า เขาไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากว่า ดีเสียอีก ผมว่าธรรมชาติเท่าเทียมดี ไม่มีแบ่งคนจนคนรวย คนดีคนเลว ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้น...
.......
กทม ตอนนี้ ฝนหยุดตก ผมหยิบซีดีเพลงดอนผีบินมาเปิดฟัง เป็นเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงว่าผ่านวัน ขอมอบเพลงนี้แด่ทุกท่านที่อ่านเรื่องนี้
เหนื่อยเหน็ดเพียงไหนใจคนยังทนอยู่ บนผืนดินฟ้ากว้าง
สร้างวันสร้างฝันร่วมกันฟันฝ่า ฝันไม่เคยโรยราจากใจคน
และแล้ววันคืนเริ่มจากฟ้า และแล้วเวลาจำจากจร ใจคนถอดถอนถึงวัน
เส้นทางสร้างฝันมันดูเส้นสั้น ชีวิตคนร้อยพันสับสน
ดิ้นรนตามกระแส ท่ามกลางสายธารความผันแปร ไม่มีแพ้พ่าย
โอ้... ไม่มีคน ไม่มีใคร หยุดยั้ง ยังคงก้าวไป ผ่านวันทุกข์ทนปานใด ไม่หวั่น
-----------
เนื้อหาทั้งหมดเขียนจากประสบการณ์ที่ไปเยือนท่าวังผาและเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์บางส่วน (พร้อมยังหยิบยืมภาพจากเวปนี้ไป)
ที่มา โพสต์ไว้ที่นี้ครับ http://darkworldteam.exteen.com/20090909/entry



