เริ่มต้นจากการเดินทางกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านสันเจริญ
ที่ท่าวังผา (น่าน) มีชาวบ้านและเพื่อนวัยหนุ่มหลายคนในหมู่บ้านนี้ที่เรารักใคร่และนับถือกันเหมือนญาติพี่น้อง
บ้านไม้แบบปลูกติดพื้นหลังใหญ่ ซึ่งใช้อาศัยอยู่รวมกันหลายๆ
ครอบครัวตามแบบชนเผ่าเมี่ยน จำนวนราว ๕๐ หลังคา กระจุกตัวรวมกันอยู่ในหุบเขาริมสายห้วยน้ำลัก
ทางฟากตะวันออกของเทือกดอยยาว แทบทุกหลังคาเรือนมีป้ายสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติภูสัน
ติดที่หน้าบ้าน ระหว่างทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ปากถนนใหญ่ที่บ้านปางสา
มีป้ายภาพเขียนขนาดใหญ่สื่อเรื่องราวการดูแลรักษาธรรมชาติติดตั้งอยู่เป็นระยะ
ตรงมุมด้านล่างของภาพเหล่านั้นระบุนามผู้วาดว่า คนภูไพร
คนในหมู่บ้านบอกว่าเป็นนามแฝงของครูสมบัติ แก้วทิตย์ ซึ่งอาศัยอยู่กระท่อมบนยอดเขานอกหมู่บ้านโน่น
เย็นนั้นเพื่อนหนุ่มในหมู่บ้านพาข้าพเจ้ากับเพื่อนจากในเมือง
ควบมอเตอร์ไซค์ปีนดอยขึ้นไปยังกระท่อมคนภูไพร
และสืบสาวความไปแล้วก็ช่างบังเอิญ--เรากำลังไปหาเขาในฐานะผู้นำข่าวสารด้วย--เป็นข่าวดีสำหรับเจ้าของกระท่อม
ข้าพเจ้าไม่รู้จักเขามากไปกว่าที่เพื่อนหนุ่มในหมู่บ้านพูดให้ฟัง
แต่มีเพื่อนจากในเมืองคนหนึ่งที่มากับข้าพเจ้า รู้จักชื่อ สมบัติ แก้วทิตย์
เป็นอย่างดี ในฐานะหัวหน้าวงและมือกีตาร์ของวงดนตรีแนวสปีดเดทเมทัล (speed
death metal) ที่ชื่อ ดอนผีบิน ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นวงดนตรีในสาย underground
(ใต้ดิน-ทำเองขายเอง ไม่สังกัดค่าย) แถวหน้าของเมืองไทย มีสาวกเรือนหมื่นเรือนแสนอยู่ทั่วประเทศ
ด้วยความสดใหม่และคุณภาพดนตรีที่อยู่ในชั้นมือรางวัล
วันที่เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังหมู่บ้านสันเจริญ เป็นวันเดียวกับที่มีข่าวการประกาศผลรางวัลดนตรีสีสันอะวอร์ดส์
ประจำปี ๒๕๔๑ ในหน้าหนังสือพิมพ์ และเชื่อว่าข่าวนี้ยังเดินทางมาไม่ถึงกระท่อมบนยอดเขาของหัวหน้าวงดอนผีบิน
เวลานั้นหมู่บ้านตีนดอยยาวยังอยู่นอกเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า
และยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีหนังสือพิมพ์รายวันให้อ่าน
เชื่อได้ว่าเขายังไม่รู้ข่าว และเรากำลังจะเป็นผู้นำสาร
“วงดอนผีบินได้รางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ประจำปีนี้”
เพื่อนของข้าพเจ้าบอกน้ำเสียงตื่นๆ เมื่อพบหน้าเขา ตอนนั้นดูเหมือนว่าคนภูไพรเพิ่งผละจากงานขุดดินลงกล้าไม้แถวข้างกระท่อม
เขาละจากจอบ เดินไปหยิบขวดเหล้าป่ากับจอกไม้ไผ่มาวางลงกลางลานที่มีม้านั่ง-กุ๊ต๊น
ของชนเผ่าเมี่ยนวางเป็นวงล้อมรอบกองไฟ เขาชวนเราลงนั่งพลางรวบชายผ้าขะม้าขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้า
ใช้ปลายนิ้วสางผมยาวสยายที่ปลิวฟูแต่ไม่ถึงกับรกรุงรังให้เข้าที่เข้าทาง
แล้วรินน้ำใสๆ ในขวดลงกระบอกไม้ไผ่ ส่งให้แขกเยาวมิตรทีละคน
“เหรอ...?” เขารับข่าวสารที่น่ายินดีลิงโลดใจด้วยความรู้สึกกึ่งคำถาม
คนนำข่าวยืนยัน
เขาพยักหน้า
“อือ...ก็คงดีกับดอนผีบินนะ”
เขาพูดต่อมาอีกเพียงเท่านั้น แล้ววงอันประกอบไปด้วยศิลปินกลางไพรผู้เป็นเจ้าของบ้าน
หนุ่มเมี่ยนในหมู่บ้าน ๔-๕ คน และข้าพเจ้ากับเพื่อนจากกรุงเทพฯ อีก ๒
คน ก็พากันไปสู่เรื่องราวอื่นๆ
ข้าพเจ้ามองไม่เห็นทีท่าอาการของความตื่นเต้นดีอกดีใจหรือความหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ได้รับ-อย่างที่คนโดยทั่วไปมักต้องเป็น
เขาไม่รู้สึกยินดียินร้ายจริงๆ หรือเก็บซ่อนอาการนั้นไว้อย่างลึกเร้นเกินสายตาคนอื่น
?
ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจจะคิดต่อ
ร่วมวงกันจนดึกดื่นคืนนั้น มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจดจำได้ติดใจ
เพราะหัวหน้าวงดอนผีบินพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง-เหมือนย้ำกับตัวเอง แต่ถ้อยคำนั้นเหมาะยิ่งที่จะเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนทำงานเชิงศิลปะทั้งผอง
“เพลงคนอื่นนี่ผมก็ฟังนะ ฟังเยอะฉิบหายเลย ฟังๆๆ รับเข้ามา
แต่พอจะทำงานของตัวเอง ต้องเอาออกมาจากภายในที่เป็นของเราเองเท่านั้น”